สวัสดีครับ เพื่อนๆ ใครที่เคยติดตามผู้เขียนก็คงจะรู้ว่าส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับดนตรีเป็นส่วนใหญ่ อาจจะมีเรื่องกีฬาบ้าง ก็พอประปราย แต่สำหรับปี2014 นี้ บล็อกนี้ก็จะเปลี่ยนแปลง ก็จะหันมาเป็นคนที่รักการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา เพราะทุกวันนี้ นอกจากทำงานเล่นดนตรี ที่เหลือก็จะมีแต่เรื่องการออกกำลังกาย และเล่นกีฬา ซึ่งการออกกำลังกายของกลุ่มเพื่อนของผู้เขียนก็จะมีการเล่นกีฬาบาสเก็ตบอล รองลงมาก็ ปั่นจักรยานและ วิ่งเพื่อสุขภาพ
 
Startaodongtanhalfmarathon2014 photo aodongtan2014.jpg
    (งานแรกที่ผู้เขียนไปวิ่ง อ่าวดงตาลฮาร์ฟมาราธอน 2014 ผู้เขียนคือคนไหนเดี๊ยวเฉลยครับ )
 
      จากที่วิ่งเพื่อสุขภาพก็เริ่มจะศึกษาการวิ่งระยะไกลอย่างจริงจัง เพราะติดใจที่มีน้องในกลุ่มได้ชวนไปวิ่งมาราธอน โดยที่น้องเขาวิ่งมาก่อนหน้านี้หลายปีแล้ว ส่วนเรานับตั้งแต่ ตอนมัธยม6 แล้วก็ ห่างกันประมาณ 17 ปี ด้วยกัน ที่เหลือก็มีแต่วิ่งจ๊อกกกิ้ง (Jogging) ในสนามกีฬาใกล้บ้าน ซึ่งวิ่งแบบวันละรอบ2 รอบก็เหนื่อยแล้ว
 
      ที่นี่เกริ่นเรื่องมาว่า คำแนะนำสำหรับผู้ที่อยากจะเริ่มหัดวิ่ง จะต้องทำอย่างไร สำหรับผู้เขียนมีข้อแนะนำดังนี้ เพราะจากที่นำมาใช้กับตนเองแล้วได้ผลดี และไม่มีอาการบาดเจ็บใดๆเลย จึงอยากแนะนำสำหรับเพื่อนๆและพี่ๆที่อยากหันมาวิ่งเพื่อสุขภาพบ้าง หรือจะไปวิ่งแข่งตามงานต่างๆก็ไม่ผิดอันใด
 
 1.เตรียมเสื้อผ้าและกางเกง ที่สามารถระบายอากาศได้ดี ใส่แล้วรู้สึกสบายตัว (ที่ผู้เขียนยังไม่ระบุว่าต้องเป็นกางเกงวิ่ง เสื้อสำหรับใส่วิ่ง เพราะว่าผู้เขียนก็เริ่มจากตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ แต่ละท่านมีกำลังทรัพย์ก็สามารถไปซื้อหามาใส่ได้กันครับ)
 2.รองเท้า อะไรก็ได้ แต่ถ้าเป็นรองเท้าวิ่งก็จะดีมากๆ หรือรองเท้าแบบ crosstraining ก็ใช้ได้ครับ (เพราะเป็นรองเท้าที่สามารถออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ) เพราะอะไร ก็เราจะเริ่มจากการเดินเบาๆก่อน
3.ขวดน้ำเล็กๆเอาไว้จิบเวลาเรากระหายน้ำ เพราะบ้านเราอากาศร้อน จะทำให้กระหายน้ำได้ง่ายครับ
 
    พอเตรียมของครบทั้งสามอยา่งนี้ครบ ก็เริ่มไปหาสนามหรือสวนสุขภาพที่ใกล้บ้านท่านเลย โดยเริ่มจากการเดินเบาๆ สัก 1 ถึง 2 รอบ ก่อน เพื่อสำรวจสถานที่ที่เราจะวิ่ง และทำความรู้จัก พฤติกรรมการวิ่งของ ผู้คนก่อน ว่าเป็นอย่างไร เช่น บางคนก็เดิน เป็นกลุ่ม บางคนก็เดินเดี่ยว มาคนก็วิ่งช้่าๆ บางคนก็วิ่งเร็ว บางคนก็เดินคุยกัน แล้วเราจะทำอย่างไร เพราะว่า เวลาเราวิ่งจริงๆ ก็ต้องเจอสถานการณ์นี้ซ้ำๆ เสมอ เราจะได้แก้ปัญหาได้ถูก แล้วให้ลองสำรวจว่ามีสถานที่สำคัญอะไรบ้าง เช่น ห้องน้ำ เอาไว้ทำธุระ เอาไว้เปลี่ยนชุด ว่าที่เราวิ่งนี้มีบ้างไหม มีสระว่ายนน้ำไหม มีห้องฟิตเนสไหม มีสนามกีฬาอะไรบ้าง เอาไว้ออกำลังกายเบาๆวันที่เราฝึกวิ่งมาหนักแล้ว  ที่นี่ มาดูโปรแกรม
 
สัปดาห์ที่ 1
เดิน 1-2 รอบ วันเว้น วัน ซึ่ง1 สัปดาห์ ก็จะออกกำลังกายโดยการเดิน สัก 3-4 วันก็พอแล้ว
สัปดาห์ ที่2
เดิน 2-3 รอบ วันเว้นวัน เช่นเคย จะเห็นว่า เวลาเราเดินนั้น เริ่มเหนื่อยน้อยลง เพราะร่างกายเราเริ่มปรับสภาพได้แล้ว เริ่มมีความอดทนและความทนทานของกล้ามเนื้อบ้างแล้ว
สัปดาห์ที่ 3
เดิน 3-4 รอบ โดยเพิ่มความเร็วในการเดิน เพิ่มขึ้นอีกนิดนึง ก็จะเรียกว่ามีอาการ เหงื่อซึมๆบ้างแล้ว
สัปดาห์ที่ 4
เดิน 4-5 รอบ  ซึ่งการเดิน 4-5 รอบนี้ น่าจะใช้เวลาสัก20-30 นาที หรือเกินจากนี้ ก็เริ่มจะปรับร่างกายให้มาออกกำลังกายแบบ ใช้อากาศ (ออกกำลังกายแบบ แอโรบิค)แบบเต็มที่บ้าง
 
สวนสุขภาพอบจ.ชลบุรี
 
(สนามวิ่งที่ผู้เขียนเริ่มเดินตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 )
 
    จะเห็นว่า1 เดือนเรายังไม่วิ่งเลย เพราะอยากให้เราเริ่มต้นจากสิ่งที่ง่ายๆ และปรับร่างกายให้เริ่มทำงานหนักขึ้นที่ละนิด จะได้ไม่เกิดอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง เพราะเห็นหลายๆคนแล้ว ที่ไม่เคยวิ่งเลย มาถึงสนามหรือลู่วิ่งก็ออกวิ่งเลย ก็เกิดอาการบาดเจ็บ บางคนมีน้ำหนักมาก ก็อยากจะวิ่งเลย ก็อาจจะมีการบาดเจ็บได้เช่นกัน แล้วพาลจะเลิกวิ่งไปเลย ข้อนี้เป็นกันเยอะมาก เพราะครูหรือโค้ชต่างๆกันบอกปัญหาใหญ่ข้อนี้มาเช่นกัน
 
     ซึ่งการเดินนี้ละเป็นการออกกำลังที่เหมาะสำหรับทุกเพศ ทุกวัย ส่วนจะเริ่มวิ่งตอนไหนครั้งหน้าค่อยมาติดตามกัน อย่าลืมการทำการกายบริหารเบา ๆ หรือวอล์มอัพ ก่อนเดิน ตามโปรแกรม และหลังการเดิน เสร็จก็วอล์มดาว์นด้วยก็จะช่วยให้เราห่างใกล้จากการบาดเจ็บได้มากขึ้นเลยทีเดียว 
 
       ได้ผลอย่างไรก็มาบอกเล่ากันด้วยนะครับ ซึ่งโปรแกรมนี้น่าจะทำได้กันทุกคน ไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน บางคนอาจจะเดินทำสมาธิก็ยิ่งดีเลย โดยใช้การหายใจมากำกับ ก็จะทำให้เรามีสติมากขึ้นด้วย Cool
 

edit @ 16 Apr 2014 09:34:23 by Tirunning

Comment

Comment:

Tweet